Namichang's profileなみ แบบรู้สึกว่าเป็นวันไร...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    November 12

    นานแล้ว

    นานแล้วที่ไม่ได้อัพเลย นั้นสิ สงสัยเพราะมั่วแต่ไปเล่น multiply
    555 แต่พรุ่งนี้ก้อพรีเซ็น งั้นเดี๋ยวรอก่อนเนอะ เดี๋ยวมาอัพ
    May 02

    บุหรี่กะยาคูล์

    เมื่อกี้เซ้งไม่รู้เป็นไร สงสัยอ่าน journal แล้วมึน
    การทดลองแม่งยุ่งยากมากมาย
    กูเลยออกไปหาอะไรทดลองของกูเองดูบ้าง
    ก้อเลยออกไปซื้อยาคูล์มาเพื่อหาความสัมพันธ์กับบุหรี่
     
    ออกไปซื้อฝนก้อตกพร่ำๆแวะหยิบของในรถมาพบว่ามีบุหรี่ที่ไอ้อู๊ตให้มา
    ตั้งแต่มันกลับมาจากญี่ปุ่น เลยเอามาเป็นตัวแปรสำคัญในการทดลองซะหน่อย
     
    บุหรี่ยี่ห้อ  Mild Seven (super lights) 6
    กูก้อไม่รู้ว่า6 เนี้ยหมายถึงอะไร เพราะเท่าที่กูอ่านออกมันก้อมีเท่านี้
    นอกนั้นแม่งภาษาญี่ปุ่นหมด แม้หน้าตาและชื่อกูจะค่อนไปทางญี่ปุ่นมากก้อตาม??
     
    สถานที่ ระเบียงหอกูที่ตอนนี้บรรยากาศแสนสบาย มีเสียฝนตกเปาะแปะ
    สายลมพัดโชยเอื่อยๆ คาดว่าความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศค่อนข้างสูงทีเดียว
    กูเลือกที่จะนั่งเก้าอี้ชิงช้าตัวน้อยสีฟ้าที่มุมระเบียง ซึ่งเป็นที่ประจำในการเสพควันพิษเข้าร่างกาย
     
    เริ่มแรกด้วยการจิบยาคูล์เข้าปาก  ค้างไว้ที่ลิ้น โยกย้ายมวลของเหลวไปทั้งซ้ายและขวา
    เพื่อให้ของเหลวนั้นได้สัมผัสกะ oxygen ได้อย่างเต็มที ตบท้ายด้วยการกลั้วของเหลวนั้นลงคอ
     
    จากนั้นบรรจงจุดใบยาสูบที่ห่อหุ้มไว้ด้วยกระดาษแผ่นบางสีขาวสะอาดตา
    แสงแห่งเปลวไฟสว่างไสวขั้นในความมืด
    จากเศษเสี้ยวของใบไม้ที่ถูกเผาไหม้ได้แปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มควัน
    โลดแล่นผ่านเข้าปาก สู่ลำคอ และคงไม่หยุดยั้งแทรงซึมเข้าสู่ปอดแผ่สาดซ่านไปถึงเส้นเลือดฝอยเส้นน้อยใหญ่
    เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซco2 กับo2 ส่งต่อสารแห่งความมึนให้น้ำเลือดที่หมุนเวียนไปทั่วทุกแห่งของร่างกาย
    สมองรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของมวลสารที่ถูกดูดดื่มเข้ามา
    (ไม่บอกการขนส่งก๊าซด้วยเลยอะ)
     
    รสชาติที่ได้รับที่เกิดจากยาคูล์ผสมกับซิการ์แลตนี้
    ดูจะฝาดกว่าทุกครั้งที่กินยาคูล์เพียวๆ
    แต่ดูจะหวานอมเปรี้ยวกว่าทุกครั้งที่ดูดซิการ์แลตเพียวเหมือนกัน
    แต่ก้อเป็นรสชาติที่อร่อยไม่เบาเลยทีเดียว
    เหมือนหวานเปรี้ยวฝาดที่เดียวไปในตัว
    แต่มีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่งภายในใจเกิดขึ้นมา
    ว่าแลคโตบาซิลัสจะมึนกับบุหรี่ไปด้วยรึเปล่า
    เดี๋ยวจะเสียคุณค่าทางโภชนาการซะหมด
    รึไม่แน่อาจจะเพิ่มประสิทธิภาพก้อได้ใครจะไปรู้
    แบบเหมือนที่คนชอบบอกว่าสูบบุหรี่แล้วหายเครียด
    ไม่แน่จุลินทรีย์ก้ออาจเป็นไปด้วยใครจะรู้
     
     
    April 23

    ร้อนเชี่ยๆ

    ช่วงนี้อากาศแม่งร้อนแสดอะ เป็นไรไปว่ะเนี้ย
    ปัญหามลพิษ โลกร้อน อะไรต่างๆนาๆ
    กูจะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ไม่เนี้ยในอนาคตปีถัดๆไปเนี้ย
     
    "ร้อนเชี่ยอะ"
    April 09

    คำโกหก

    ตอนเด็กๆ พ่อแม่สอน อย่าพูดโกหกนะลูก
    พอโตมา จะพูดความจริง กะพ่อแม่
    ก้อไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ
    ก้อต้องพูดโกหกกันไปมากบ้างน้อยบ้าง
    แล้วอย่างนี้จะพร่ำสอนกันไปทำไม
    ถ้ามันไม่สามารถจะใช้ได้กะชีวิตจิง
    พ่อแม่ก้ออยากจะฟังโกหกมากกว่าอยู่ดี
     
     
    ฉันไม่โกหก ฉันเลยไม่ได้สิ่งที่ต้องการ
    ทำไมต้องบีบบังคับให้ฉันต้องโกหก
    ถ้าแม้ฉันนั้นต้องโกหกแม้กระทั้งพ่อกะแม่ของตัวเอง
    อย่างนี้แล้ว ฉันจะสามารถซื่อสัตย์กับใครได้อีกเหรอ
     
    นี่เหรอคือผลของการเป็นคนที่ไม่โกหก
    นั้นอย่างนี้เป็นคนไม่โกหกไม่ดีกว่าเหรอ
    March 08

    เพื่อน

    คำนี้ก้อยากจะให้จำกัดความเหมือนกัน
    จะใช่.....
    คนที่เรียนห้องเดียวกันมาตั้งแต่เด็ก
    คนที่เคยอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน
    คนที่เคยเรียนสาขาเดียวกัน
    คนที่ไปเฮฮา กิน เที่ยวด้วยกัน
    คนที่คอยรับฟังปัญหาเราทุกเรื่อง
    คนที่ค่อยเล่าปัญหาให้เราฟังทุกเรื่อง
    คนที่ไปช๊อปปิ้งด้วยกันเสมอ
    คนที่ไปดูหนังด้วยกันตลอด
    คนที่หัวเราะ ร้องไห้ด้วยกันเสมอ
    คนที่สามารถมาหาเราได้ทุกเมื่อเรามีปัญหา
    คนที่เราไปหาได้เสมอเค้าได้เสมอเมื่อเค้ามีปัญหา
    คนที่ยินดีกับความสำเร็จของเรา
    คนที่ไม่เคยโกรธเราเมื่อเราทำอะไรผิด
    คนที่เตือนเราเมื่อทำผิด
    คนที่ให้โอกาสเราแก้ตัวเสมอ
    คนที่เชื่อมั่นในตัวเรา
    คนที่คอยให้กำลังใจเรา
    คนที่คุยกันบ่อยๆในโทรศัพท์
    คนที่แค่อยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรก้อสบายใจแล้ว
    ฯลฯ
     
    เพื่อน
    ทุกคนที่....คือเพื่อนทั้งนั้นแหละ
    แต่จะเป็นเพื่อนแบบไหน
    เพื่อนที่เป็นเพื่อนแท้
    เพื่อนกิน
    เพื่อนนอน
    เพื่อน
    ก้อแค่เพื่อน
    มันแล้วแต่คนจะให้ความหมาย
    สำหรับฉัน มันอยู่ที่ความรู้สึกมากกว่า
    ไม่จำเป็นต้องพูด ไม่ต้องบอก ไม่ต้องทำอะไรเราจะรู้สึกได้เอง 
     
    ระยะเวลา ระยะทาง ไม่ได้สำคัญเท่าความรู้สึกที่ส่งถึงกัน
    ความห่วงใย การนึกนึกกันและกัน ความเป็นเพื่อนจะยังคงอยู่กับเราเสมอ
    ถ้าเรายังเชื่อมั่น เชื่อใจ กันและกันเสมอ ว่าเรายังเป็นเพื่อนกัน
     
     
     
     
    March 01

    แบบเดิมๆ

    ไม่รู้ทำไม เหมือนภาพเก่ามันซ้ำกลับมาวนเวียนให้เห็นกันอีก
    เหมือนเอาหนังเก่ามาทำใหม่ เปลียนฉาก เปลี่ยนคนเล่น
    เปลี่ยนเรื่องราวไปบ้างเล็กน้อยให้ตรงตามสมัย แต่เรื่องหลัก หรือปัญาก้อยังคงต้องอยู่ที่เรื่องเดิมๆ
    ในละครเรื่องนี้ที่เป็นอยู่ กลับไม่เปลี่ยนคนเล่นคนนี้สักที
     
    ภาพเดิมๆก้อซ้ำกับมาอีกแล้ว ที่เราจะต้องนั่งร้องไห้เพราะเรื่องอะไรก้อไม่รู้
    ที่อันที่จริงตัวเองก้อเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นเอง ความไร้สาระ งี่เง่า ไม่มีเหตุผล
    เรียกร้อง เอาแต่ใจ มันคงฝังอยู่ในตัวฉันเสมอมาและก้อคงเสมอไป
    แม้จะเคยได้รับบทเรียนมาแล้ว ก้อไม่เคยจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริงๆสักที
     
    ถ้ามันเหมือนคณิตศาสตร์
    สมการรูปแบบเดิม ถ้าเราใส่ค่าตัวแปรใหม่เข้าไป
    ยังไงซะคำตอบมันก้อต้องออกมาในรูปแบบเดิมๆอยู่แล้ว
    มองออกได้เลยได้จากแนวโน้มของกราฟ
     
    ก้อคงเหมือนฉัน
    ก้อคงเหมือนเดิม
    ก้อคงเหมือนภาพเก่าๆ
     
    February 16

    โตขึ้น.... อยากเป็นอะไร

    เชื่อว่าเกือบจะทุกคนตอนเด็กๆต้องเคยผ่านคำถามนี้มาแล้วกันทั้งนั้น
    เด็กส่วนใหญ่ในยุคที่ฉันอยู่จะมีคำตอบประมาณว่า
    ผม/หนูอยากเป็น ทหาร ตำรวจ ครู หมอ นางพยาบาล
    เป็นคำตอบหลักๆ จะมีบ้างที่เป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตามนี้
    ซึ่งก้อจะเป็นไปตามภาพที่ตัวเองเคยเห็นรึชื่นชม
    โดยอาจจะมีต้นแบบมาจากพ่อ แม่ ทีวี หรือบุคคลสำคัญต่างๆ
     
    แต่บางทีก้อมีเด็กบางคนตอบอย่างมีความฝันว่า
    "ผมอยากเป็นนก จะได้มีอิสระ" 
    "ผมอยากเป็นก้อนเมฆ " (คำตอบจากพี่โน๊ต)
     
    คนที่รู้ ว่าอยากจะเป็นอะไร
    อยากจะทำอะไร แล้วก้อได้ก้าวไปตามที่ฝันบ้างไม่ได้บ้าง
    ก้อยังโชคดีที่ได้คิดได้ฝัน
     
    แล้วคุณล่ะ อยากเป็นอะไรกันเหรอ ตอนเด็กๆ แล้วตอนนี้ได้เป็นกันรึยัง
     รึอยากจะเป็นอย่างอื่นกันไปซะแล้ว ทำไมถึงเปลี่ยนความฝันนั้นซะล่ะ
     
    ส่วนตัวฉันตั้งแต่เด็กๆที่มีคนเริ่มถามว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรค่ะ
    ฉันคิดแต่ก้อไม่พบคำตอบ ทำไมคนอื่นถึงได้อยากเป็นนู้นเป็นนี่กันได้นะ
    ฉันไม่เห็นอยากจะเป็นอะไรเลย แต่ก้อตอบๆตามเค้าไป
     
    แต่พอเริ่มโตเริ่มมีคนเริ่มถามจริงจังว่าอยากจะเป็นอะไร
    ฉันก้อยังไม่พบคำตอบอยู่ดี รู้สึกด้วยว่าอะไรกันหนักหนา
    ก้อฉันยังไม่รู้เลยนิว่าแต่ละงานแต่ละหน้าที่นั้น
    เค้าทำกันยังไง แล้วจะสนุกไหม แล้วทำได้ไหมแล้วจะได้เงินเยอะไหม
    และฉันจะฉันจะชอบไหม ถ้าทำงานนั้นจิงๆ
     
    จนมาถึงตอนนี้ถามตัวเองว่าอยากเป็นอะไร คำตอบมันต้องคิดมากไปกว่าแค่คำว่าอยากแล้วล่ะ
    มันมีปัจจัยเพิ่มมาหลายๆอย่าง เช่น รายได้ สมอง ทักษะ บุคลิก ความชอบ ที่เหมาะสม
    ก้อไม่รู้สิ สำหรับฉันก้อยังตอบไม่ได้อยู่ดี เพราะอยากได้ทางที่ดีที่สุด แต่ใครจะรู้ล่ะ
    มันคือทางไหนจริงๆ
     

    ...

    แปลกเนอะคนเรา เวลามีความสุขเนี้ย เวลามันช่างผ่านไปไว
    วันไหนเศร้าทำไม่เข็มนาฬิกามันไม่ขยับสักเท่าไรเลย
     
    ไม่รู้ทำไม่เวลามีความสุข ไม่เคยนึกจะมานั่งเขียน นั่งพิมพ์
    แต่เวลาเบื่อ เหงา เศ้าทีไรเป็นอันต้องเขียนทุกที
     
    คิดๆไปเคยมีคนพูดกะฉันว่าทำไม่เวลาเศร้าไม่เล่าให้ฟังเลย
    บ้างก้อน้อยใจคิดกันไป ว่าเป็นคนที่ไม่สำคัญเลยไม่อยากจะเล่าให้ฟังใช่ไหม
    บ้างก้อคิดว่าตัวเองไม่มีค่าพอที่ช่วยฉันได้ใช่ไหม
     
    คำตอบ
     
    มันไม่ใช้อย่างนั้นหรอก แต่ไม่รู้ทำไม บ้างทีมันพูดไม่ออกจริงๆ ฉันอาจจะดูเป็นคนเปิดเผย
    อยากพูดอยากทำอะไรก้อทำ ไม่ค่อยคนใจสายตาคนอื่น
    แต่ลึกๆแล้วทุกคนก้อจะรู้ว่าฉันน่ะอ่อนไหว อ่อนแอ
    ฉันคงอ่อนแอเกินที่จะยอมรับได้ว่าฉันอ่อนแอจิงๆละมั่ง
     
    สังเกตตัวเองหลายที่แล้ว เวลาฉันมีความสุข ฉันก้อมักอยากจะเล่าๆเรื่องที่ฉันมีความสุข
    ให้คนใกล้ๆตัวฉันเสมอ จนบางที่ฉันก้อรู้สึกว่าคนฟังคงเบื่อไปกันบ้างเหอะ
    เฉพาะนั้นเรื่องเศร้าฉันก้อเลย ไม่ต้องเล่าบ้างจะดีกว่า
    ไม่รู้หรอกจริงฉันไม่ได้มานั่งคิดหรอกว่าต้องเล่ารึไม่เล่าให้ใครฟัง
    แค่เรื่องที่มันเศร้า มันก้อเศร้าอยู่แล้ว บางทีก้อไม่อยากจะไปคิดถึงมันอีกนะ
    แต่อารมณ์ฉันที่มันหงุดหงิด เบื่อ บ้าบอน่ะมันก้อหายไปได้ยากไง
    ก้อไม่ได้ต้องการคนมาปลอบใจอะไรเพราะคงงไม่หาย แต่อยากได้คนมาบ้าบอด้วยกันมากกว่า
    จะได้ลืมๆมันไปไอ้ความเศร้า ความเบื่อ ความทุกข์ต่างๆ
     
     
    เดี๋ยวนี้ชีวิตหน้าเบื่อ ซ้ำซากจำเจอยู่ทุกวัน ไม่มีแรงจูงใจให้ทำอะไร
    ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นสู้ ไม่มีแม้แต่จุดมุ่งหวังในชีวิต
    เป้าหมาย หนทาง ความสุข คืออะไร
    อยากได้อะไร อยากเป็นอะไร ตอบตัวเองไม่ได้สักที
     
     
    January 28

    วันนี้มันรู้สึกแปลก

    วันนี้กูเบื่อๆๆๆ แบบแปลกๆ แบบที่ไม่เคยเป็น
    ปรกติกูจะเบื่อที่ไม่มีอะไรทำ หรือ
    ไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ เพราะต้องทำอย่างอื่นที่มันจำเป็นต้องทำแทน
    วันนี้กูก้อสบายสบายนะ น่าจะเป็นวันพักผ่อน
    กูเพิ่งได้กลับมาบ้าน ได้ใช้โน๊ตบุ๊คของตัวเอง
    ได้กินอะไรที่อยากกิน
    จะทำอะไรก้อทำได้
     
    แต่ลึกๆในใจกูมันเบื่อน่ะ ไม่รู้ทำไม
     
    ตอนแรกก้อเบื่อเรื่องที่จะไป work& travel ที่แม่งไม่แน่นอนสักที
    แล้วก้อกังวลด้วยแบบที่กูไปคนเดียวเลย คนอื่นเค้าไปกันเป็นกลุ่ม
    แต่ไม่สำคัญที่กูไปคนเดียวแต่แถมกูยังไปหลังคนอื่นเค้าอีกเป็นเดือน
    กูกลัวโง่ในสนามบิน กูกลัวว่าภาษาอันด้อยของกูจะทำกูตาย
    กูกลัวนายจ้างจะไม่รับกูเพราะกูมีเวลาน้อย กูกลัวเสียเงินเปล่า
    กูกลัวนู้นกลัวนี่ไปหมด...
    กลัวแม้กระทั้งว่าจะไม่มีฝรั่งมาจีบ (อันนี้กูล้อเล่นแสดดด)
     
    ประการสอง ก้อคงจะเป็นเรื่องคุณแฟนของกู
    เพราะเค้าช่างไร้สาระเหลือเกิน ชิวตลอด
    บางทีกูว่ามันก้อมากเกินไป แล้วกูก้อเหนื่อยที่จะคอยบอกแล้วด้วย
    ทำไมไม่คิดจะทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันสักที ทำไมเรียนไม่จบสักที
    ทำไมๆๆๆๆ จนแบบ มันก้อคงเป็นเรื่องของเธอน่ะ ฉันไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวชีวิตของเธอให้มันมากนัก
    บางที ฉันเหนื่อยน่ะ ไม่รู้สิ ไม่อยากจะสนใจอะไรทั้งสิ้นแล้ว
    อยากทำอะไรก้อเชิญ ก้อเชิญได้เลยตามสบาย
    ชีวิตเธอ ไม่ใช่ของฉัน
     
    ประการถัดมา ก้อคงเบื่อที่เรียนๆอยู่มั่ง บางทีรู้สึกว่าเรียนแล้วได้อะไร
    ใช้ได้จริงรือเปล่า กูอยากทำงานด้านนี้จริงเหรอ
    กูไม่ได้เป็นคนที่อยากจะรู้เรื่องวิทยาศาสตร์อะไรมากมายขนาดนั้น
    ไม่ได้อยากจะต้องตามเทคโนโลยีตลอดเวลา
    แล้วก้อแย่อีกอย่างคือกูดันเป็นคนที่แบบกลางๆไง
    ถ้าให้เรียนกูก้อเรียนได้ เรื่อยๆ เป็นนแบบนี้ตลอด
    กูไม่เคทำอะไรได้ดีที่สุด แล้วก้อแย่ที่สุด
    กลางๆมาตลอด น่าเบื่อว่ะ
     
     
     
    สงสัยที่กูเบื่อมากที่สุดก้อคงจะเป็นตัวกูเองอะมั้ง....
     
     
     
     
     
     
    January 12

    ความเปลี่ยนแปลง

    ทุกวันที่ผ่านไป ตัวเราจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
    บางคนบอกตัวฉันไม่เคยเปลี่ยน
    เป็นไปไม่ได้หรอก มันต้องมีสักอย่างแหละที่เปลี่ยนไป
    อย่างน้อย ก้อวันเวลาที่มันผ่านไปแต่ละวันมันก้อเปลี่ยนแปลงไป
     
    ตัวฉันบ้างวันในวันเดียวกัน ยังมีหลายๆความเปลี่ยนแปลง
    บ้างที คนเราเมื่อพบหรือเจออะไรบ้างสิ่งที่มันทำให้เรารู้สึกต่างออกไปจากวันเดิมที่เคยเป็นมาที่เคยเจอมา
    มันก้อาจทำให้ตัวเรานั้นคิดต่างไปจากเดิม ทำต่างไปจากเดิม เปลี่ยนไปได้
    วันวันหนึ่งฉันอาจจะมีหลากหลายอารมณ์มันก้อแล้วแต่เรื่องที่ฉันประสบพบเจอ
    คนที่คนพบ คนที่ฉันไปด้วย เรื่องที่ฉันนึก คำพูดที่ฉันได้ยิน หลายๆสิ่ง มันทำให้คนเราเปลี่ยนไป
     
    บ้างทีเบื่ออยากจะไปทำอย่างอื่นที่ก้อไม่ได้คิดว่าจะอยากทำ
    บางอย่างก้อคงเป็นไปไม่ได้...
     
    บางวันฉันก้อเศร้าทั้งที่เมื่อวานรู้สึกสนุกสุดๆ
    เวียนวน สับสน จนเป็นสันดาน
     
    January 01

    ลาว ลาว ลาว

    เมื่อเดือนธันวา ช่วงวันรัฐธรรมนูน ไปเที่ยวลาวมากะครอบครัว
    แต่ไปมาแค่เวียงจันทร์
    ไปถึงกูขอแลกตังค์ก่อนเลย แบบกูอยากถือเงินแสนช๊อปปิ้งกะเค้าซะที
    ไปที่แรก เค้าเรียกว่า "พระธาตุหลวง"
    เป็นพระธาตุสีทอง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าอยู่
    ตัวพระธาตุนั้น ก้อนับว่าสวยอยู่แบบเรียบง่าย ไม่วิจตรมากมายเท่า
    บ้านเรา แต่จากการเดินรอบระเบียงคต(เรียกงี้เปล่านะ ) เป็นพระพุทธรูปหิน
     แต่จะชำรุดแล้วเป็นส่วนใหญ่  และก้อมีภาพเขียนต่างๆแขวนไว้มากมาย
    ดูแล้วเฉยๆ ไม่สวยเท่าบ้านเรา กูเนี้ยชาตินิยมป่ะเนี้ย
    ต่อมาไป "หอพระแก้ว"
    เป็นสถานที่ที่พระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ เมื่อตอนอยู่ลาว
    ลาวก้อเชื่ออย่าง ไทยก้อเชื่ออย่าง อะน่ะไม่รู้ว่าของใครเนอะ
    แต่ฉันคนไทย เพราะฉนั้นก้อเป็นของไทยล่ะกันเนอะ
    ในวัดแบบนะ คนเรื่องกะวัดพระแก้วบ้านเราเลย แบบเล็กว่า มีอุโบสถอยู่อันเดียว
    แล้วข้างในก้อแน่นๆ แต่ ก้อคล้ายๆที่ไทยนะศิลปะต่างๆแต่ ก้อนะไทย....
     อีกที่ก้อ "ประตูชัย"
    แบบใกล้ก้อสวยดี ใกล้ แบบเค้าไม่รักษาเลย มีคนมาเขียนผนังเต็มไปหมด
    เขียนก้อไม่สวย ทำลายสมบัติของชาติ
     
     
    แบบไม่ได้จะติซะหมดนะ แบบบ้านเมืองเค้าก้อกำลังพัฒนา ก้อต้องค่อยเป็นค่อยไป
    แต่กลัวแทนชาวลาวจังว่าถ้าไม่รักษาโบราณสถานโบราณวัตถุไว้ให้ดี ภายหลังจะมาเสียใจ
    แต่ก้อยังหวังว่าวันหลังจะได้มีโอกาสไปหลวงพระบาง เผื่อจะได้ดูว่าศิลปะวัฒนธรรมของเค้า
    เป็นที่น่าสนใจจิงรึเปล่า วันหลังก้อต้องลองไปดูถ้ามีเงินอะนะ
     
    มาถึงที่ชอบอีกอย่างก้อคือภาษาของเค้าคือแบบ ตรงๆง่ายๆ คล้ายบ้านเราบางคำฟังแล้วเลยรู้สึกตลกดีเช่น
    ผ้าเย็น - ผ้าอนามัย
    แต่ผ้าอนามันเรียก -ผ้ายันต์กันโลหิต
    แก้ว-จอก
    ขวด-เรียกแก้ว(ไปอยู่แรกๆงงแน่)
    ไฟเขียว-ไฟสลายตัว
    ไฟเหลือง-ไฟวัดดวง
    ไฟแดง-ไฟอำนาจ
    ถ่ายรูปหมู่-แหกตาสามัคคี
    ชน-ตำ แบบรถชนก้อรถตำ
    ห้องฉุกเฉิน-ห้องมรสุม
    ห้องตรวจภายใน-ห้องจกเบิ่ง
    นี่ก้อเป็นเพียงส่วนหนึ่งใครอย่างรู้วันหลังก้อไปคุยกะสาวลาวเอาเอง
    สวยกว่าดิฉันอีก ไม่น่าเชื่อ
     
    อีกอย่างกฎหมายที่นี่ข่มขืนที่นี่ติดคุก 2 วันเท่านั้น
    แต่วันที่ 3 ประหารเลย
    เออดีซะใจดี
    ก้อดีนะ ได้รู้ถึงวัฒนธรรมที่ดี และวิถีการดำเนินชีวิตของประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง
    ไว้วันหลังจะไปอีก
     
     
     
    December 14

    ลืม...เหอะ

    ฉันคงได้แต่นั่งอยู่ตรงนี้
    จมอยู่กับภาพเก่าๆของเรา
    จมอยู่กับเรื่องราวที่ผ่านไปแล้ว
    วนเวียนกับคำถามเดิมๆที่ว่าทำไม ทำไม ทำไมอยู่เรื่อยไป
    ยังคงฝันซ้ำๆซากๆเดิมๆไม่ได้เปลี่ยนแปลง
    ยังคงต้องร้องไห้เหมือนเดิม ทุกครั้งที่เธอทำเหมือนไม่ได้รักกัน
    วันเวลายังคงผ่านไปเหมือนเดิมไม่เคยหยุด มีแต่ฉันเพียงคนเดียวที่หยุดไม่ขยับไปไหนสักที
    ทำไมฉันไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาและยอมรับกับความเป็นจิงสักที แล้วเมื่อไรจะเดินก้าวต่อไปได้สักที
    มันไม่ใช่ขากู กูก้อมีขาของกูเองจะนั่งจมความรักเดิมๆที่แก้ไขไม่ได้ทำไม
     
    กูจะไม่รับรู้เรื่องเราของมัน จะไม่ถาม ไม่พูด ไม่เขียน ไม่ฟังอะไรทั้งนั้นแล้ว
     
    วันนี้ฉันควรจะคิดได้สักทีแล้วใช่ไหม
    เค้าไม่ใช่ของเรา เค้าไม่ได้รักเรา เค้ามีคนรักของเค้าแล้ว กูเป็นเพียงอดีตที่เดี๋ยวเค้าก้อลืม
    ทำไมคนเราเก็บความทรงจำของอีกฝ่ายหนึ่งไว้ไม่เท่ากันว่ะ ทำไมต้องเป็นกูที่จำรายละเอียดนั้นไว้ตลอดมาและตลอดไป
    วันนี้แหละกูจะทำให้ได้สักที
     
    December 06

    ฝัน...ลางบอกเหตุ

    ฝัน ฝัน ฝัน
    ฝันคนเรานั้นเกิดมาจากอะไรกันนะ
    ถ้าตามหลักวิทยาศาตร์แล้วมันก้อเป็นเพียงเศษของภาพที่เราจินตนาการขึ้นจากสิ่งที่เรากังวล สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราอยากให้เกิดหรือไม่ให้เกิดก่อนนอนเท่านั้น
    แล้วทำไมบางที เราไม่เคยนึกแบบนั้นเลย แต่ฝันนั้นมันก้อเกิดขึ้น หรือมันเป็นจิตใต้สำนึก
    แล้วถ้าเกิดที่ฝันถึงเรื่องที่เราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น แล้วมันเป็นจริงขึ้นมาล่ะ
    มันเป็นไปได้ยังไง คิดๆแล้ว.....
     
    จากครั้งแรกที่ฝัน ถือว่าเป็นฝันร้าย
    แต่มันเป็นฝันที่บอกว่าในความจริงมันก้อเป็นอย่างนั้น ให้ฉันได้รู้ความจริงที่ไม่ได้รู้สักที
    ฝันครั้งที่2จะเรียกว่าไง มันเหมือนเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
    จริงๆแล้วมันเป็นฝันดี เพียงแต่มันเป็นไปได้แค่เพียงในฝันเท่านั้น
    สำหรับในโลกแห่งความจริงการมีฝันที่เป็นไปไม่ได้ดูจะเจ็บปวดซะกว่าที่ไม่ได้ฝัน
     
     
    November 18

    ปาย ปาย ปาย

    ทริปนี้ มันก้อเริ่มจากความอยากจะพักผ่อนของฉัน
    เบื่อที่ไม่มีปิดเทอม เลยขอสักอาทิตย์หนึ่งเหอะที่จะได้ปิด แม้ปิดเองก้อตาม
    แล้วก้อถือโอกาสไปเที่ยวกะนางหอยต๊ะด้วย เพราะช่วงหลังไม่ค่อยได้มีเวลาให้เลย
    เพิ่งเป็นแฟนกันด้วย เลยไปซะหน่อย
    เริ่มจากวันอาทิตย์ที่ 12พ.ย.2549
    นัดเจอกันกะหมูที่จตจัตรเพิ่งจะได้นั่งแท๊กซี่ไปหมอชิตด้วยกัน
    นั่งรอหมูด้วยความมึนๆยังไงไม่รู้ สงสัยน๊อยกะที่พ่อบ่นมั่ง
     สักพักหมูก้อมา
    ถึงหมอชิต ก้อไปเอาตั๋ว ตอนแรกเหมือนจะมีปัญหา อารายก้อไม่รู้
    แต่ในที่สุดก้อได้ไปรอย1ทุ่ม 25 ก้อเลยไปนั่งนิ่งๆดูทีวีไปพลางๆ
    ให้หมูโทรหาเพื่อนสาวชาวเชียงใหม่ ชวนไปเที่ยวกลางคืนกัน
    แอบหมั่นไส้มันทำเป็นพูดไม่ออกว่ามากะใคร บอกบอกเค้าว่ามากับแฟน แล้วก้อทำหน้าเสียดาย
    แล้วบอกทำไม ไม่ต้องบอกว่าเป็นแฟนก้อได้ ไม่ได้ว่าไรอยู่แล้ว ชิ!!
    ขึ้นรถนอนไม่ค่อยหลับเลย อีหมูบอกวันนี้หลับมาเยอะมากกลัวนอนไม่หลับ
    กูเห็นมันหลับก่อนเลย เซ็งแสดดด
    นั่งดูหนังเรื่อง "รักจัง" มันไปปายด้วย ดีจัง หวังเลยว่ามันจะเป็นอย่างนั้นบ้าง แบบชิวๆ ไม่วุ่นวาย
    13 Nov 2006
    ถึงเชียงใหม่ตอนตี 4เกือบตี5 พี่ที่รู้จักกันบอกให้โทรไปจะมารับ ก้อนะไม่ยอมรับโทรศัพท์
    แล้วหนูจะทำอย่างไง สักพักโทรไปค่อยรับโชคดีหน่อย
    พี่แกเลยมารับ พาไปที่พัก แต่เค้ายังไม่เปิด เลยไปนั่งกินโจ๊กรสแซ่ยที่พี่เคบอกดัง
    กินแล้ว แม่งไม่เห็นอร่อยเลย แต่ก้อขำๆ
    ไปที่พักตอนประมาณ6 โมงกว่า เค้ายัง ไม่เปิดเลยไปนั่งรอนอนรอที่ข้างหน้ากันสองคน
    7 โมงกว่าเค้ามาเปิด ก่อ เช็คอินเค้า นอนๆๆๆ เพื่อนที่เรียนแม่งก้อโทรมาหาอยู่ได้ กูง่วงๆๆๆ
    แล้ว 8 โมงก้อออกไปเที่ยวกันโดยมีพี่เคกะแขกชาวสวีเดนที่พี่เคต้องพาเที่ยวไปด้วยกัน
    กูด้วยความโง่ภาษาอังกฤษ ก้อฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง เซ็งในความโง่ของตัวเองว่ะ
    อีต๊ะก้อจะให้กูคุยอยู่ได้ ก้อกูไม่รู้จะคุยอะไรด้วย รู้สึกโง่ด้วย เซ็ง!!!
    ไปที่แรกก้อคือ "ปางช้างแม่สา" ไปถึงก้อไปเดินเล่นดูช้างก่อน ให้อาหารมัน ถ่ายรูปไรเงี้ย
    ช้างแม่งเล่นด้วยรุนแรง แบบเอเรี่ยน(ชาวสวีเดน)โดนช้างใช้งวงตีไหล่ตอนถ่ายรูป กลัวไปเลยครับ
    จากนั้นก้อมีโชว์ช้างอาบน้ำ แล้วก้อไปดูโชว์เต็มรูปแบบ
    มีทั้งช้างเตะบอล ช้างเต้น ช้างเล่นเกมส์ ช้างปาลูกดอก ฯลฯ แต่ที่สำคัญคือ ช้างวาดรูป
    วาดสวยกว่ากูอีก แถมขายได้แพงกว่ากูวาดแน่นอน มีตั้งแต่ 2000 ถึง 4500  แพงกว่านั้นก้อมีอีก
    กูก้อซื้อมา โปสการ์ดอะนะ รูปจิงไม่มีปัญญา
    จากนั้นก้อไป "ฟาร์มงู" ใกล้ๆกัน อันนี่ไม่ต้องเสียค่าเข้า ไม่บอกหรอกว่าทำไม
    อิอิ ในฟาร์มก้อรกๆไม่มีอารายน่าสนใจเท่าไร ช่วงนี้งูกำลังลอกคราบพอดี เลยเห็นพวกคราบที่มันลอกออกมา
    แต่ที่สนุกก้อคือ โชว์ของเค้าอะดิ แบบที่สุดๆก้อคือคนบรรยาย แบบขำสุดๆ แล้วงูมันก้อมาใกล้เหลือเกินเนอะ
    แล้วพวกกูก้อนั่งกันแถวหน้าสุดไง แบบหันไปอีกทีคนข้างหลังหายไปหมดเลย
    ไปถ่ายรูปกะงูอีต๊ะ แม่งทำท่าแดกงูซะงั้น เออ ดีจิงคนบรรยายบอก Don't eat!!!
    กลับมานั่งรถ ขำกันมากกับคนภาคโชว์
    จากนั้นนั่งรถไปกินข้าวที่ร้าน"โบ๊ท" รอนานมากๆๆๆๆ
    แล้วเรากะต๊ะก้อไป"สวนสัตว์เชียงใหม่" ส่วนพี่เคพาเอเรี่ยนไปดอยสุเทพ
    ไปสวนสัตว์ร้อนมากๆๆๆๆ ตอนแรกก้อยังไม่เท่าไรไปดูพวกแมวป่ากันแล้วขำมาก แม่งทำตัวเป็นแมวบ้าน อืดกันใหญ่
    แล้วไปดูยีราฟ นกกระจอกเทศ แบบอีต๊ะก้อบ้าบอ พวกอีอ๊าฟฟฟฟฟฟ เลียงทุเรศเหมือนปวดขี้ตลอดเวลา แม่งพูดเสียงดังด้งกูโครตอายคนอื่นเลย แสดด
    แล้วไปดูหมีแพนด้า เค้าย้ายมันออกมาไว้ข้างนอก เพราะในห้องแอร์เค้าปรับปรุง แต่ก้อดีเห็นใกล้ดี แต่ร้อนกูอุตส่าห์จะมาตากแอร์
    แบบพวกกูชอบพยายามจะถ่ายรูปคู่กับที่ที่ไปด้วยตัวเองกันสองคน แต่คนอื่นแม่งคงสมเพสบอกถ่ายให้ไหมครับเรื่อยเลย
    หมี 2 ตัวนี้แม่งก้อนอน ขี้ กิน อยู่เท่าเนียไม่ทำห่าไรเลยทั้งวัน ดูได้สักพัก ก้อออกไปถ่ายรูปฟรี กะหมีแพนด้า รูปออกมาทุเทศจิง
    แล้วก้อไปดูสัตว์อีกนิดหน่อย แล้วก้อกลับเพราะเหนื่อยมาก ร้อนมาก แล้วพี่เคเสร็จพอดี เลยกลับรถฟรีดีกว่า
    กลับถึงโรงแรม ลืมบอกชื่อ "โบว์ เชียงใหม" อาบน้ำ แล้วก้อนอนๆๆๆ เอาแล้ว ตอนแรก เพื่อนอีต๊ะบอกว่าจะไปกินเหล้าด้วยกัน
    แต่แม่งมีสอบเซ็งเลย เลยไปเดินหาของกิน แถวที่พัก แล้วก้อเดินเล่นครึ่งคูเมือง สไตล์เดินมั่วๆ เงียบมาก เชียงใหม่วันธรรมดาเนี้ย เนี้ยแค่ 3 -4ทุ่มเอง
    เสร็จกลับมานอนเล่น พี่เคแกจะมารับพาไปกินเบียร อีต๊ะแม่งหลับตายไปแล้ว บอกไมไหว
    แต่พอไปก้อบอกเออที่เชียงใหม่นี่มันชิวดีจิงๆ วันหลังต้องชวนเพื่อนมาแล้ว
    แล้วอีพวกผู้ชายดต๊ะกูมันก้อคุยกันเรื่องเที่ยวผู้หญิงกัน อีต๊ะตาเป็นประกาย บอกมันเอาดิ ทำเป็นบอกไม่เอา ชิเดี๋ยวไว้มากะเพื่อนค่อยเอา 555
    เอดส์ถามหาไม่รู้ด้วย
    กลับมามึนๆนิดหน่อ แต่ดีจะได้หลับสบาย ไม่ได้นอนมาหลายคืนแล้ว

    14 Nov 2006
    วันนี้ว่างแผนว่าจะตื่นตั้งแต่8โมงแต่ไม่ไหว ตื่นจิงเกือบ 10 โมง
    แล้วก้อไปเซ็นทรัลแอร์พอตกัน ซื้อตั๋ว"งานพืชสวนโลก " หาตั้งนานว่าแบงค์กรุงไทยแม่งอยู่ที่ใด
    แล้วก้อไปกินฮาจิบังกัน เพราะวิวดี นั่งวางแผนเส้นทางให้การเดินงาน โดยเอาที่เราทั้งคู่สนใจแล้วเขียนร่างเส้นทางเดินลงแผนที่
    แล้วก้อไปงานพืชสวนโลกกัน โดยรถแดง
    ไปถึงโอ้ สวยดีจัง มีต้น bottle tree แบบในเรื่องเจ้าชายเย็นยาเลย แต่นี่มากับอีหอยแทน
    ก้อเดินๆไปสวนนานาชาติก่อน เจอชาติแรก ก้อน่ะ หยุดนานไปเกือบชั่วโมง
    โมร๊อกโค ปะล่ะ เค้ามีของขาย แล้วก้อ น่ะ ช๊อบชอบกันอยู่สองคน ไปทำจี้ที่ที่เป็นมือของฟาติมากัน
    ชอบจังเลย เพราะฟาติมาเนี้ยเป็นชื่อที่โต๊ะเคยตั้งให้ที่เป็นทางศาสนาอิสลามด้วย
    ถามเค้าอยู่ว่าฟาติมาคือใคร ฟังได้งูๆปลาๆก้อว่า เป็นลูกสาวของ....จำไม่ได้
    เป็นประมาณคล้ายเทพงี้มั่ง ไรเนี้ยแหละ เดี๋ยวถามต๊ะก่อนลืมแล้ว
    นั่งรอเค้าทำ เค้าค่อยตัดทำลวดลายเองที่ละอย่างจากแผ่นทองเหลืองเรียบๆ
    เราทำเหมือนกันสองอันต๊ะแหละมาเลียนแบบเค้า (แม่งบอกเพื่อเล่นไพ่) นึกว่าจะน่ารักแบบอยากมีเหมือนกู
    จิงๆแล้วเรากะต๊ะถูกใจกระเป๋าที่เป็นเงินกะกระดูกอูฐของโมร๊อกโคมาก แต่มัน สอพันไง เลยบอกต๊ะ เดี๋ยวดูให้รอบๆก่อนนะเพื่อมีอันอท่นถูกใจอีก
    โอเคเลยเดินไปดูสวนของประเทศต่างๆ ส่วนใกมันไม่เห็นจะมีต้นไม้ของประเทศนั้นๆเลย
    บางอันดูแบบอารายเหรอ แต่มันก้อสวยดี ดูเป็นวัตณธรรมเค้ามากกว่า แบบบ้านอารายประมาณนั้น แต่ก้อสวยดีนะ
    เดินไปเดินมาถ่ายรูปกันสนุกดี บ้าๆบอๆวันนี้เจอยีราฟไม้แบบที่เค้าขาย อีต๊ะมันก้อ อีอ๊าฟฟฟฟฟฟ อีกแหละ กูเซ็งเลย
    สุดท้ายก้อเดินกลับไปเอากระเป๋าโมร๊อกโคกัน จ่ายกันคนล่ะพัน เห้อ ไม่การห้ามกันเลย ต๊ะแม่งกระเป๋าโมร๊อกโคเชียวนะเว้ย แม่งดูดีกว่าพวกแบรนเนมอีก
    แล้วก้อพยายามชักจูง แล้วก้อคุยกะพี่ที่ชื่อโมฮัมเหม็ด  เพราะทุกคนชื่อนี่หมด โหลจิงๆๆ ต่อก้อไม่ได้เลย แขกนี่ต่อยากจิง
    แล้วก้อไปเดินดูสวนอื่นๆก้อดี ดูกระบอกเพชร จะดูการแสดงน้ำก้อไม่ได้ดูเพราะต๊ะบอกไม่อยากดูแบบเคยเห็นในทีวีแล้ว เออไม่ดูก้อไม่ดู
    แบบแล้วไปชวนสวนตอนนี้แม่งไม่มีคนมาติดกล้องดี เหมือนเปิดให้เราดูกันอยู่สองคนเลย
    แล้วสุดท้ายก้อไปหอคำหลวง สวยดี ไปถ่ายรูปแล้วก้อรอดูขบวนพาเลส สวยดี ตลกดีด้วย
    แล้วก้อกลับโรงแรมแต่แวะไปกินพิชซ่าแถวโรงแรมกันก่อน ชิ้นใหญ่มากๆ กินไม่หมด
    กลับมาอาบน้ำพี่เคชวนไปเที่ยวแต่ไม่ไหว เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องรีบไป ปายอีก พวกอีหลิน อีมิ้มจะมากันตั้งแต่เช้า
    เลยนอนดีก่า

    15 Nov 2006
    ตื่น ตั้งแต่ตี 5 กว่าแต่ง่วงจังเลย แต่เอาว่ะ
    ตื่นก้อตื่น เช้ามากไปรอรถแดง ฟ้ามืดๆ ไปอาเขต
    ไปถึงก้อเจอสองแสบ หลินกะมิ้ม มันหารถตู้ได้ 170 แพงแสด
    ไปหาใหม่ ได้ 130 หาอีกทีได้ 100 โอเค ไป
    ออกเดินทางตอนประมาณ 6.30 แวะกินโอวันตินกลางทาง
    ถึงปาย ประมาฯ 9 โมงกว่า โอ้ เดินหาที่พักวนไปวนมาประมาณ3 -4 รอบ
    ขำ อากาศดี แต่ใกล้เที่ยงแล้วยิ่งร้อน
    ไอ้ที่พักที่ดูในเน๊ตแม่งไม่เหมือนจิงเลยเว้ยเซ็ง ราคาเหมือนจิง แต่สถานที่ไม่เหมือนจิงเลย
    ไปๆมาๆได้ที่ ที่เหมือนจะเป็นของ take a seat เดิมนั้นแหละ ชิวๆ
    4คนห้องเดียว 400 ก้อขำๆ ไม่ได้สวยงามอะไรมาก แต่ใกล้แหล่งอบายมุขตามที่ต้องการ
    แต่วันนี้เค้ามีคอนเสริต 6โมงเย็นยัน 6 โมงเช้า ไง คนคงไปดูคอนเสริตกันหมด
    ตอนบ่ายกินข้าวแถวนั้นแหละ เดินชมเมืองก่อน แล้วก้อเช่ามอเตอร์ไซด์ไปซิ่งกันนอกเมือง ทำตัวเป็นเด็ก แซ๊บบบบ สก๊อยยยย
    ชิวดี ไปถ่ายรูปกันกะทุ่งนา วัว ควาย แม่น้ำ สนุกสนาน แม้จะดูแผนที่แล้วมั่วๆก้อตาม
    ตอนเย็นหน่อยไปขี่ช้าง ช้างที่นี่น่ารักใจดี ไม่ดุร้าย เข้ากะคนง่าย มิ้มคงพบเนื้อคู่ล่ะทีนี่
    สรุปขี่ช้างช้างเราชื่อน้องใหม่ อายุ 30 กว่าปีแล้ว ขี่ช้างที่นี่ไม่ต้องอาศัยที่นั่ง
    เรียกว่านั่งกันแนบชิดสนิทกายกันไปเลย เริ่มจากเดินเข้าป่าก่อน สนุกดี แต่ช้างอีหลินกะอีมิ้มมันหลังโหนก
    มันบอกนั่งแล้วเจ็บจี่จี้ มีตอนหนึ่งอีมิ้มเกือบตกหลังช้างตาย ขำมากตอนนั้น อีมิ้มเกือบร้องไห้ตาย
    แล้วก้อพาช้างไปเล่นน้ำ แต่ที่นี่ไม่ใช่แค่อาบน้ำช้างไง
    แบบมีเล่นช้างสบัดเหวี่ยงให้คนนั่งตกด้วย มันส์ จิงๆๆ
    กูตกลงไปในน้ำแล้วมีเชี่ยไรมาติดไม่รู้เขียวๆเป๊นเส้นใย กูดีใจคิดว่าเป็นสาหร่ายบอกอีต๊ะ
    แม่งขำใหญ่ แสดดดดด แม่งบอกขี้ช้าง แสดดดใครจารู้คิดว่าสาหร่าย แม่งมาเป็นเส้นเลย
    จากนั้นกูก้อเล่นอยู่อีกหลายรอบในขณะที่เพื่อนๆตายไปแล้ว ไปลองขี่ตัวอีมิ้มด้วย แต่ขี่ที่คอแล้วให้มันดิ้นๆ สนุกจิงๆๆ
    แล้วก้อขี่กลับ ขากลับกูขอเค้าขี่แบบนั่งตรงคอมันด้วย แบบอยากลองบังคับมันบ้าง แต่จิงๆลุงเค้าก้อบังคับอยู่ข้างหลังนั้นแหละ
    กลับไปถึงลุงเค้าให้แช่น้ำแร่ด้วย อุ่นดี ได้ล้างตัวด้วย
    แล้วก้อขี่มอไซด์กลับที่พัก หนาวแสดดดดดด
    กลับไปอาบน้ำอาบท่า แล้วก้อไปหาของกิน เราเน้นไม่กินของหนัก แต่กินกันไปเรื่อยๆ
    แต่มันก้อเยอะอยู่ด้วยเฉพาะอีหลิน กูเห็นมันกินทุกร้านเลย
    กูดูของไปมา แม่งก้อคล้ายๆกันทุกร้านแหละ
    ไม่รู้จะซื้อไรดี ชิว เดินไปที่คอนเสริต คนแม่งเยอะเชี่ยๆๆ
    เพื่อนแม่งด่ากูว่าแต่งตัวประหลาดทำให้มีแต่คนมอง ตรงไหนว่ะ กูแต่งธรรมดาเหอะ แค่ลืมเปลี่ยนแว่น
    แล้วก้อแค่มีผ้าผันคอ แล้วก้อแค่จุดผงวิเศษท่คางจุดเดียวเอง ไม่เห็นแปลกไรเลย
    คนเยอะ กูเลยไปหาร้านนั่งดีกว่าดูไว้แล้วว่ามีร้านหนึ่งที่เป็นเรกเก้ แล้วมี บารากุ
    กูเลยไปชิวที่ร้านนั้น แต่อีมิ้มขอตัว ไม่ใช่สไตล์เธอ
    ไปนั่งที่ร้านวันนี้คนน้อยมาก พากันไปดูคอนเสริต์กันหมด แต่ก้อดี
    พี่เจ้าของร้านมานั่งคุยด้วย คุยนู้นคุยนี้ ได้ความคิดอารายมาเยอะเหมือนกัน
    ไม่ใช่ว่าจากที่เค้าทั้งหมดหรอกน่ะ เพราะว่ามันชิวเกินแบบพี่เค้านะ
    จุดหมายคนเรามันต่างกัน ชิวเกินก้อไม่ไหว สังคมเราก้อต่างกันด้วย
    พี่เค้าแอบบอกว่า กูหน้าเหมือนแฟนเค้าตอนใส่แว่น 
    มี...ด้วย แต่แพง พวกกูไม่มีปัญญาปะล่ะ แสดด 1000 หนึ่งไม่ไหว
    ก้อนั่งกันไปเรื่อยๆชิว เกลียดอีหอยนิดหน่อยแม่งทำไม่นักหน้ากะการสูบบุหรี่ของกูนี่
    เออ เดี๋ยวกูจะไหดสูบมาให้เข้าปอดตายไปเลยดีไหม น่าหงุดหงิดจิง
    วันนี้รู้สึกโง่หลายอย่างภาษากูก้อโง่ สูบบุหรี่กูยังจะโง่อีก แสดด
    นอนก้อนอนไม่หลับแม่งเสียงอีสองตัวเพื่อนรักสิบปี แม่งกรน อีหลิน กะอีต๊ะ
    เซ็งแสดดด ดึกๆ ผ้าห่มมันหายไปไหนว่ะ กูหนาวๆๆๆๆ

     16 NOV 2006
    ตืนแต่เช้า เนื่องจากต้องเข้าของไปไว้ที่พักใหม่ และก้อต้องรีบเพื่อจะไปล่องแก่ง
    รถมอไซด์แม่งเสือกสตาร์ทไม่ติดเซ็งจิงๆเลย ต้องรอคันไอ้มิ้มกลับมาเปลี่ยน
    ไปถึง แม่งที่บริษัทยังไม่มาเลย กูนึกว่าแม่งหนีหนี้ไปแล้ว เงินกู
    เลยไปแดกโจ๊กรอ แล้วก้อมารอแม่ง พอรถมาอีหลินรีบบอกเดี๋ยวกูนั่งหลังให้
    กูก้อว่าทำไมมันใจดีนักว่ะ ที่แท้ ก้อ เชี่ย ฝรั่งเต็มรถ กูกะอีหอยไปนั่งอัดกันอยู่ข้างหน้า
    ก้อนะพยายามเอาแขรองให้กูนอนได้ แต่หัวกูก้อชนกระจกอยู่ดี
    มันพยายามเปลี่ยนท่านั่งหลายท่าให้กูนอนหลับได้ แต่ขอบใจในความพยายาม
    มีมันที่หลับได้ตลอดทุกที่อยู่คนเดียวจิงๆๆ
    ตามทางขึ้นไป ที่ ลำน้ำของ ช่างโค้งไปโค้งมา ขึ้นเขา มึนดีจิงๆหัวก้อโขกกันไปมา
    ตามทางถนนที่เป็นเขา เห็นวัวด้วยตลกดี ลุงคนขับรถเค้าบอกว่าเป็นวัวชาวบ้าน
    เลี้ยงกันอย่างนี้แหละ ให้มันกินหญ้าริมทางไปเรื่อยๆ ว่างก้อมาดู ไม่มีใครขโมยไปหรอก
    รอได้ขนาดได้อายุก้อค่อยเอาไปขาย ตลกดี
    ไปถึงที่ก้อเปลี่ยนชุดเล็กน้อย แล้วก้อลงน้ำ กัน แม่งกูกรอฟิมล์ไม่ได้อีกแล้วเซ็งจิง
    เลยช่างแม่งไม่เอาไปแล้ว ลงเรือกัน เรือเรามี4 คน +1พี่คุมเรือ
    เรือที่ล่องแก่งอันนี้ก้อเหมือนที่ไปล่องกะที่เราไปล่องที่ปราจีนกะพ่อแม่
    แม่น้ำที่กว้างใหญ่ดี วิวดี ยาวดี แต่แก่งไม่มันส์เท่าไร อาจจะเพราะมาช่วงน้ำน้อยก้อเป็นได้
    กลางวันพักที่แคมป์กินข้าว มีชาวไทใหญ่มั่งอะไรซักอย่างเนี้ยแหละ
    ฟังพูดไม่รู้เรื่อง แต่พอกูชมว่าหน้าตาหล่อ ถึงกะเขิน เอ๊ะยังไง ว่าจะแลกเอาอีต๊ะไว้ที่นั้นแทนแล้ว
    ได้กินเครืองในตัวเชี่ยไรนะ ฟาน คงคล้ายแพะอะมั่ง แม่งยุ่นๆ ประหลาด กินไปคำเดียวก้อไม่ไหวแล้ว
    แล้วก้อไปล่องแก่งต่อ ที่นี่ไม่ต้องพายเยอะ มีเวลาให้คุยเล่น แบบจิงๆแล้วก้อให้พี่เค้าพายไปไง
    กูก้อนั่งชี้ต้นใบต่างๆในป่าให้คนนี้คนนั้นดูว่าเป็นอะไร
    ก้อมีต้นไม้ช้างเยอะ นอกนั้นก้อมีตัวอะไรอีกมากมาย แล้วแต่จินตนาการ ตอนหลังก้อสนุกเอากันใหญ่
    ที่ล่องแก่งก่อจะผ่าน น้ำตกซู่ซ่า ซู่ซ่าจิงงง ถึงขั้นเอานาฬิกาไอ้หลินไปด้วยเลย555 โง่นิ
    แล้วก้อมีน้ำพุร้อนที่แบบ น้ำพุตรงไหนเหรอ แม่งไม่เห็นพุ่งเอามาเลย ไหลเอื่อยๆ แต่มันร้อนจิงแสดดดด
    เสียดายไม่ได้โดดผา อีพี่คนที่มันโดดได้เมาไม่ตื่นมั่วแต่ไปดูคอนเสริต แล้วน้ำมันก้อน้อยด้วย
    มีตอนหลังพี่เค้าให้โดดลงไปเล่นน้ำได้ กูลงไปคนแรกเลย แต่ได้เป๊ปเดี๋ยว รู้สึกปวดขามาก
    ที่ข้อพับ ยืดขาไม่ได้เลย จะตายเอา ดีที่ต๊ะโดดตามลงมาเลยเกาะมันไป ว่ายไม่ไหว ชนหินด้วยกู
    สงสัยน้ำมันเย็นเกินแล้วร่างกายกูอ่อนแอด้วยตอนนี้ ขึ้นเรือได้กูตายเลย พายไม่ไหว
    พอขึ้นฝั่งได้ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แสดดดด กูเมนส์มา กูจะตายเอาเนี้ย ต้องนั่งรถกลับอีกตั้ง2-3 ชั่วโมง
    แทบตาย ตอนกลับมืดๆๆ แบบ ดาวเยอะมากเต็มท้องฟ้าเลย สวยมากเลย 
    ตอนกลับเรานั่งข้างหลังเพราะอีหลินอีมิ้มบอกจะนั่งหน้าบ้าง นั่งหลังมึน
    เออมันไปนั่งหน้า2คนจะตายเอาตอนหลัง เพราะมันแคบไง ตอนหลังอีหลินเลยมานั่งหลังด้วย
    มามันก้อคุยกะฝรั่งใหญ่ อีหลินนี่มันพูดภาษาอังกฤษเก่งจิงๆ อิจฉาปนหมั่นไส้ กูโง่ ฮื่อๆๆ
    กว่าจะถึงที่พักเกอบตาย รีบไปอาบน้ำอาบท่า แม่งลำบากชิพ เพราะแบบนอนเต๊นท์ด้วยไง
    จะไปกินข้าวในเมือง ตอนแรกว่าจะเดิน แต่ไม่ไหว
    เลยยืมมอไซด์พี่ที่เค้านั่งกินเหล้าอยู่หน้าเต๊นท์พวกเรา
    1 คันไปกัน 4 คน อีมิ้มหญิงแกร่งเราเป็นคนขับไป
    ไปร้านแม่งก้อปิดกันเกือบหมดแล้วไปได้ร้านข้าวมาร้านหนึ่ง
    ก้ออร่อยดี สั่งกับข้าวมากินกัน อร่อยดีเหมือนกันไม่แพงด้วย
    กลับไปที่พัก แวะไปหาพี่คมแต่นึกว่าพี่เค้าหลับแล้ว ที่แท้ผิดห้อง
    เลยแวะนั่งกินวอดก้าหน้าเต๊นท์ที่พี่เค้านั่งก่อกองไฟกินเหล้ากันอยู่
    ได้สักพัก ก้อต้องขอตัวไปนอน ไม่ไหว เหนื่อยมากๆๆ
    ขนาดที่ว่าเสียงกรนของหมูวันนี้ยังไม่ได้ยินเลย

     
    17NOV 2006
    ตื่นมาตอนเช้า ไปนั่งอุ๊ด สบายใจอยู่คนเดียว เดินข้ามอีต๊ะออกมามันยังไม่รู้สึกตัวเลย
    แล้วนอนต่ออีกสักพัก ก้อออกมาเดินเล่น ข้างนอก กะมิ้ม กะต๊ะ
    เห็นเค้าเกี่ยวข้าวกัน เร็วโครต เป๊ปเดียวหมดแปลงแล้ว สุดยอดจิงๆ
    ไปรีสอทข้างๆเลยๆ แล้วก้อถ่ายรูปเล่น แล้ว ก้อไปนั่งนอนเลยอยู่ตรงเก้าอี้
    เล่นกะลูกหมาๆที่มันอยู่ที่ที่พักด้วย
    แล้วก้อไปนั่งกินอาหารเช้ากันแบบ ไฮโซที่บ้านปลายนากัน
    มิ้มเดินมาสั่งข้าวกินด้วยกัน
    แล้วก้อไปอาบน้ำ แล้วก้อตามไอ้หลิน ซึ่งแม่งไม่ตื่นสักที ไม่ร้อนรึไง
    แล้วก้อไปนั่งเล่นนอนเล่นที่บ้านปลายนา สบายจิงๆเลย
    นั่งเขียนโปสการ์ด อยากอยู่ต่อจัง
    เเล้วก้อเดินเข้าไปในเมือง แม่งจะตายเอา ร่างกายกูอ่อนแอไงไม่รู้
    รู้สึกเหมือนจะตาย เดินเล่นซื้อของ ซื้อโปสการ์ดเพิ่ม
    ร้านค้าต่างๆบางทีมันไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ เลย ไม่คลาสิก เหมือนก่อน
    มีรถรา อะไรต่ออะไรเต็มไปหมด แต่ก้อน่ะ อย่างว่า ความเจริญ เข้าไปก้อมีทั้งข้อดีแล้วข้อเสีย 
    แล้วก้อไปนวดตัวกะอีต๊ะ แม่ง พี่เค้าบอกว่ากูเส้นยึดมาก
    ก้อคงจิง พี่เค้านวด แบบ สุดยอดดด กู....
    เม็นส์ทะลักเลย แบบบอกพี่เค้าแต่พี่เค้าไม่ได้ยินมั่งว่ากูเป็นเมนส์
    พี่เค้าจะแถมเวลาให้กูแต่รถจะออกแล้ว เลยไม่ได้เสียดาย
    นวดแล้วก้อดีขึ้นนะ แต่ต้องมานั่งรถ กลับไปเชียงใหม่อีกเนี้ยดิ
    กูตาย แล้วก้อต้องนั่งต่อไปกรุงเทพด้วย
    กูหลับตลอดเลย รู้สึกเมื่อยตลอดเลย
    ต๊ะบอกหน้าตากูเหมือนไม่ไหวเลย
    ต๊ะก้อดูแลน้ำดีอะนะ ขอบใจจ๊ะ
    ซื้อของฝากจากมนัสนันนิดหน่อย
    แล้วก้อหลับๆๆๆ แต่ แสดดด รถแม่งเสียด้วย ต้องเปลี่ยนรถ เซ็งๆๆๆๆๆๆ
     
     การไปครั้งนี้ในตอนแรกว่าจะไปพักผ่อนร่างกายและจิตใจ
    แต่แม้ร่างกายจะไม่ได้พักผ่อนสักเท่าไร แต่จิตใจนั้นได้อย่างแน่นอน
    ก้อแหม!!!! มีทั้งเพื่อนดีๆที่บ้าๆบอๆไปด้วยกันได้กะแฟนน่ารักๆที่ค่อยห่วงใย
    เท่านี้ก้อพอแล้วเนอะ จิตใจนามิ
     
     
     
     
     
     
     
    ลืมบอกว่าจบแล้ว ก้อได้ว่ะ แสดดด
     
     
    November 10

    อดีต

    เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว.....
    เราไม่สามารถกลับไปยืนที่จุดเวลาเดิมนั้นได้
     
    มันต่างจากสถานที่ เรายังสามารถย้อนกลับไปยังจุดเดิมได้
    แม้เราจะหลงทางไปทางอื่นบ้าง แต่ก้อยังหันหลังย้อนกลับไปให้ถึงจุดหมายได้
     
    เวลา เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วแล้วก้อผ่านไปเลย
    ถ้ามั่วเสียดายแล้วไม่กล้าที่จะทำนู้นทำนี่
    มันก้อผ่านไปเลย
     
    อยากทำอะไรก้อทำเหอะ
    นี่มันชีวิตเรา เวลาเรา
    คนอื่นจะมาตัดสินตัวเราให้เราทำไม
    อย่าไปแคร์สายตาคนที่ไม่ได้หวังดี
    อย่าไปกลัวสิ่งที่ยังไม่เกิด
    ทำในสิ่งที่อยากทำ ดีไม่ดีก้อทำไป ถ้าอยากจะรู้
     
    ชีวิตเดี๋ยวก้อตาย จะอะไรกันนักหนา
    หาความสุขใส่ตัวบ้าง...จะได้ไม่เสียดายที่ได้เกิดมามีชีวิต
     
    November 01

    สอบเสร็จแล้ว แสดดด & วันนี้มีแฟนแล้ว

    วันนี้แสนดีใจ สอบเสร็จ
    จิงๆในตอนแรกนั้นยังมึนงงอยู่
    แบบสไตล์สอบเลขทีไร นอนไม่หลับทุกทีเลย
    ไม่รู้เป็นไร เมื่อคืนถึงขั้นฝันว่า อาจารย์ให้ open book เลย
    บ้าไปแล้วกู เป็นไรเนี้ย
    โรคจิต สอบไปมึนไป เรื่องง่ายกลับทำใปนเรื่องยาก
    หามาจนจะจบแล้วไม่รู้จะทำไงต่อ เลยทำอีกวิธีที่แม่งยากกว่า
    แสดๆๆๆไม่รู้มันจะได้รึเปล่า ง่ายๆเสือกนึกไม่ออก
     
    วันนี้ต้องไปปลดปล่อยที่ข้าวสารซะหน่อย
    จากนั้นค่อยไปงานวันเกิดต๊ะที่สาทร
    เดินสายกินเหล้า ก่อนที่จะไม่ว่าง
    ก่อนไปมานั่งพิมงานซะหน่อย
    เรียกว่าเมาแบบไม่เสียงานเสียการ....
    วันนี้ เป็นวันที่หมูขอแมวเป็นแฟนรอบที่ n
    แต่คำตอบของแมวในวันนี้ ได้เปลี่ยนไปจากวันวาน
    หมูถามเหมือนเดิมทุกครั้งว่า "เป็นแฟนเค้าน่ะ"
    แมวนิ่งและตอบเสมอว่า "คำว่าแฟนน่ะมันผูกมัดนะ อย่าเพิ่งเลย"
    และก้อพูดถึงเหตุผลอีกมากมาย เพื่อบ่ายเบียงไป
    แต่มาวันนี้ หมูถามแมวอีกครั้งหลังจากที่บอกมาอีกหลายครั้งว่า
    "จะไม่ขอแล้ว ไว้แมวพร้อมเมื่อไรให้มาขอหมูเป็นแฟนแทน"
    (ดีเนอะ ผู้ชายคนนี้ มีงี้ด้วย)
    วันนี้คำตอบของแมวคือ "อืม"
    ฟังดูง่ายๆและสั้นดีจัง
    ดูหมูดีใจซะเหลือเกิน ถึงขึ้นบ้าบอ เพี้ยนไปถึงห้องช้าง
    ไปทำตัวบ้าบออยู่ห้องช้าง กวนช้างอยู่นาน
    แล้วก้อยิ้มมีความสุขพูดประโยคนี้อยู่หลายรอบ
    "สวัสดีแฟน" บ้าไปแล้ว
    ฉันก้อได้แต่หัวเราะ เธอก้อพูดซ้ำ ฉันเลยตอบไปว่า
    "จ้า สวัสดีแฟน"
    เธอแลดูหน้ารักปนดูต๊องๆนะ
    ถามเธอว่าทำไมต้องพูดประโยคนี้บ่อยด้วย เป็นอะไรรึเปล่า
    เธอบอกว่า "ก้อเค้าดีใจที่เธอเป็นแฟนเค้า ก้อขอเธอมาตั้งนานแล้ว"
    แมวก้อ "ค่าาาาา" สักพักเธอก้อพูดใหม่ "สวัสดีแฟน"
    เออดีเนอะ บ้าดี
    ตอนนี้เปลี่ยนสถานะเป็นแฟนเต็มตัว
    ทั้งพฤตินัยกะ อะไรไม่รู้นัย นึกไม่ออก
    แต่ก้อไม่ได้รู้สึกแตกต่างอะไรจากเดิม
    ไม่ใช่อะไร ก้อก่อนหน้านี้ก้อเหมือนเป็นแฟนอยู่แล้วเหอะ
    กะคนอื่นเราก้อบอกว่าเป็นแฟนกัน เพราะมันอธิบายสถานะยาก
    แต่มาวันนี้เราเป็นแฟนกันจิงๆนะเนี้ย
    หลังจากรู้จักกันมาปีกว่า
    ตอนนี้แมวก้อลืมหมีไปแล้ว ในใจคงมีแต่หมู
    แม้บางทีอาจจะดูเล่นๆไปบ้างแต่ในใจไม่ได้อะไร
    ก้อแค่ความสึกดีๆที่มีให้กะเพื่อนเก่าคนหนึ่ง
    หมูทำให้แมวเปลี่ยนไปนะ แมวเข้มแข็งขึ้นอาจจะมาจากหมีด้วย
    แมวจะสู้ทนกับชีวิตและปัญหาทุกอย่างไปให้ได้
    ก้อเพราะแมวมีหมูอยู่ข้างๆเป็นกำลังใจให้แมวอย่างนี้ไง แมวถึงได้มีพลังจะสู้ต่อไป
    ขอบคุณนะ ที่เป็นหมูของแมว
     
     
    October 21

    วันนี้ดีใจ

    ที่อยู่ๆก้อได้เจอสิ่งที่ต้องการ
    ในที่ที่แสนใกล้ตัว
    ไว้สำรองพลังงาน และจิตใจ
    แบบขนาดใหญ่เบ้อเริ้มด้วย
    ถูกใจนามิ มีถึง 16 มวน
    October 16

    อินกะหนัง & พร่ำเพ้อเจ้อถึงอะไรเก่าๆ

    เคยเป็นไหม
    ที่อินกะหนังมากๆ
    แบบร้องไห้จนตาบวมกันไปเลย
    เมื่อวันก่อนได้นั่งดู series เรื่องโปรด ที่ตามหามาแสนนาน
    "อยู่เพื่อรัก"
    จำได้ตอนที่ดูตอนม. 4 ก้อนั่งร้องไห้เป็นบ้าอยู่คนเดียว
    บ้างที่ก้อมีพี่กล้วยนั่งร้องไห้ด้วยกัน
    จนที่บ้านนึกว่าเป็นบ้ากันไปหมด
     
    กลับมาดูอีกรอบ ตอนนี้ขนาดจำเนื้อเรื่องๆด้ ก้อยังร้องไห้จนน้องสาวหาว่าจะร้องทำไมเหรอ
    อ้าวก้อมันเศร้าจิงๆนิ
     การดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ มันก้อเป็นการปลดปล่อยร่างกายความรู้สึกไปกลับอารมณ์ของตัวละคร
     ไม่รู้ใครเป็นไง แต่กูมีความสุขที่ได้ร้องไห้มาก
    กูตาบวมเลย 2 วันติด

    นานแล้วสินะจากตอนนั้น ที่ร้องไห้ไม่ได้
    ปีครึ่งแล้ว เวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน
    ความรู้สึกคนเราก้อคงเปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน
    แต่ตอนนี้ดีใจจังที่กลับมาเป็นเหมือนปกติ
    อยากจะร้องก้อร้องได้
    ถึงกูจะเป็นคงเจ้าน้ำตาแต่ตอนนี้ก้อไม่ได้สร้างปัญหาให้ใครเหมือนก่อน
    ไม่ต้องคอยทำให้ใครลำบากใจ
    ไม่ต้องมาคอยได้ยินว่า "ผมไม่อยากทำให้น้ำร้องไห้ไปมากกว่านี้อีกแล้ว"
    คำแก้ตัวชัดๆ พูดให้ดูดีทำไมว่ะ เซ็งบอกกับคนอื่นตรงๆเลยดีกว่า
    ไม่ต้องสร้างภาพเป็นคนดีได้ไหมเห็นแล้วรำคาญ
    เลิกไปก้อไม่มีใครว่าหรอก ก้อบอกไปเลย ว่ากูงี่เง่า น่าเบื่อ
    ไม่ได้เป็นเหมือนตอนแรกที่คบกัน เท่านั้นก้อจบ ใครๆเค้าก้อเข้าใจ
    ก้อกูมันก้อเป็นอย่างงั้นจิง เพื่อนๆ มันก้อรู้
    เกลียดคำนี้ที่สุด
    ไม่อยากทำให้น้ำเสียน้ำตา แหวะ ฟังแล้วจะอ้วก
     
    ช่างเหอะจริงตอนนี้ก้อไม่ได้อะไรแล้วล่ะ
    ไม่ได้คิดอยากจะกลับไปคบด้วย
    ที่พูดไปก่อนหน้านี้นะ ก้อไม่ได้อะไร สไตล์โดดเดี่ยว
    พอมาคิดจิงๆแล้ว นิสัยเราเข้ากันไม่ได้หรอก
    ไม่มีใครยอมใคร
    ความรักอยากเดียวมันอยู่ไม่ได้นานหรอก
    พอสารความรักในร่างกายหมด (ซึ่งมันอยู่อย่างมากก้อ 2 ปี)
    ความเชี่ยก้อบังเกิด
    เพราะฉนั้นตอนนี้กูจะคบใครกูก้อจะดูนานๆ
    แล้วมันผิดตรงไหน
    มันทิ้งกูใครจะรับผิดชอบ
    กูเนี้ยแหละ จึงต้องใช้เวลาหน่อย
    ถ้าเค้ารักและเข้าใจเราจิง มีเหรอ แค่นี้จะรอ ไม่ได้
    ดูกันนาน น่ะดีออก
    เด็กเอยเด็กน้อยอย่าเพิ่งวู่วาม อนาคตเรายังแสนยาวไกล
    อย่าเอาอนาคตไปฝากไว้กับคนอื่นเลย
    วันหนึ่งเค้าอาจจากเราไปได้
    อนาคตเราตัวเรากำหนดเองดีที่สุดนั้นแหละ
     
    October 13

    วันที่ท้อแท้ใจ

    เมื่อยามท้อแท้ใจ ใครเป็นคนที่คุณอยากอยู่ อยากคุยด้วยมากที่สุด
    แล้วถ้าเค้าคนนั้นไม่สนใจจะฟัง ไม่ว่างจะฟัง ไม่รู้หายหัวไปไหน
    คุณจะทำไง?
     
    ถึงแม้บางทีเค้าจะอยู่แต่คุณไม่อยากจะบอก ไม่อยากเล่า เล่าไม่ได้
    คุณอึดอัด คุณหงุดหงิด อยากจะระบาย
    คุณจะทำไง?
     
    ปล่อยกาย ปล่อยใจ ไปกับสายลม หลังระเบียงห้อง ปล่อยให้น้ำตาไหล
    หายใจเข้าทางปาก หายใจออกทาจมูก..................................................
    .............................................................................
    ..................................................................
    ........................................................
    ........................................
    ...............................
    ................
    พ่นควันออกมา เนี้ยมันเป็นอีกทางที่ช่วยกูได้
    (ป.ล. ก้อว่าจะเลิกแล้วล่ะ แต่เครียดทีไรมันก้อต้องหยิบมาทุกทีเลย
    ก้อไม่ได้อะไรมากแค่มันไปที่อื่นไม่ได้ หาไรทำที่อยากไม่ได้
    ต้องทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้เสร็จ ทั้งที่กูเหนื่อยแทบจะตายอยู่แล้ว แต่ยังไงก้อต้องทำ
    ก้อขอผ่อนคลายหน่อยล่ะกัน แล้วทำไงดีเนี้ย Garam กูหมด จะไปซื้อก้อไม่มีเวลาไป
    แสดนี้ช่วงวิกฤตด้วยแสดดดดดด เครียดดดดด)
    October 11

    แสนเหนื่อย แสนล้า

    แสนสาหัส
     
    เมื่อวาน Present Bussiness
    วันนี้ Present Eng
    พรุ่งนี้สอบ Advance Biotech
    วันศุกร์Present Advance Biotech
    จันทร์หน้าส่งReport Bussiness
    พุธหน้าสอบ Physiology
    ศุกร์หน้าส่งReport Molecular Biology & Present Physiology
    อาทิตย์หน้า สอบ Moleccular Biology
    อีกศุกร์สอบ Math (take home)
    จันทร์ต่อมาสอบ Math(in class)
     
    แล้วเดี๋ยวก้อมีอ.ต้องนัดสอบAdvance Biotech อีก 2 ครั้ง
    เออต่อจากนั้นก้อมีต้องส่ง Report Physiology อีกอัน
     
    นี้มันอะไรนี่ ชีวิตฉัน
    หน้าตาจะเป็นซอมบี้ตายอยู่แล้ว ทำไมทุกอย่างมันต้องมาอัดรวมอยู่ตอนนี้ด้วยน่ะ
    ขอเวลาวันหนึ่งเพิ่มได้ไหมอะ ชีวิตฉันที่มันหายไป แล้วจะเอาคืนได้ไหม
    สิ่งที่อยากทำด้วยล่ะ จะได้มีเวลาไหม
    ถ้าการเรียนมันขโมยเวลาทั้งชีวิตคุณ
    มันคุ้มกันรึเปล่า
     
     
    ............
    ................
    ......................
    คำตอบ
    ของฉันตอนนี้
    ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ
    การที่เราจะก้าวสู่จุดที่สูงกว่าเดิม
    มันก้อต้องใช้ความพยายามมากขึ้น
    เหมือนกับการปีนเขา
    พอปีนแรกๆก้อยังไม่เหนื่อยเท่าไร
    อุปสรรค์ก้อแทบไม่มี อยากเล่นอยากทำอะไรก้อยังพอได้
    แต่พอปีนไปเรื่อยๆ มันก้อยิ่งเหนื่อยยิ่งล้า และหนทางยิ่งลาดชัน
    เวลาที่จะได้ทำอะไรตามใจชอบก้อจะน้อยลง ต้องคอยระวังหนทางให้ดี
    มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะทำได้ และอยากจะทำ
    บางคนอาจจะไม่อยากปีนก้อได้ พอใจที่จะได้อยู่ตีนเขา
    จะมีสักกี่คนที่จะปีนได้ถึงยอดเขา
    แล้วแต่ล่ะคนจะใช้เวลาเท่าไร
    แล้วหนทางของทุกคนจะต่างกันไหม
     
    บางสิ่งกำหนดได้ บางสิ่งไม่
    แต่เราสามารถทำสิ่งที่เราสามารถกำหนดได้ให้ถึงจุดหมายได้
    และบางสิ่งที่บอกว่ากำหนดไม่ได้ บางทีถ้าพยายามในก็อาจเปลี่ยนแปลงได้
     
    อนาคตเป็นเรื่องที่เรากำหนดไม่ได้จริงเหรอ
    งั้นใครจะกำหนดล่ะ